BIM Execution Plan (BEP)


BIM Execution Plan (BEP) คืออะไร
และทำไมเจ้าของโครงการต้องรู้จัก

เอกสารฉบับเดียวที่กำหนดทิศทาง กติกา และมาตรฐานการทำงาน BIM ของทุกฝ่ายในโครงการ ตั้งแต่วันแรกจนวันส่งมอบงาน

จ่ายแพง แต่ได้ข้อมูลที่ใช้ไม่ได้

โครงการก่อสร้างหลายแห่งในปัจจุบันเริ่มนำ BIM มาใช้ แต่พบว่าในทางปฏิบัติของแต่ละฝ่ายทำงานด้วยมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้ไฟล์ Model ไม่สามารถเปิดข้ามทีมได้ ข้อมูลในแบบไม่ตรงกับความต้องการของเจ้าของโครงการ หรือเมื่อสิ้นสุดโครงการข้อมูล As-Built ที่ส่งมอบไม่มีประโยชน์ในการนำไปใช้บริหารอาคารต่อได้  

ปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากความสามารถของผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมา แต่เกิดจากการไม่มี "สัญญาข้อมูล" ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เอกสารนั้นมีชื่อว่า BIM Execution Plan หรือ BEP

BEP ไม่ใช่เอกสารเทคนิคสำหรับวิศวกรเท่านั้น / มันคือเอกสารกลยุทธ์ที่เจ้าของโครงการต้องทำความเข้าใจ และมีส่วนร่วมกำหนดตั้งแต่วันแรก”

BEP คืออะไร?

BIM Execution Plan (BEP) คือเอกสารแผนการดำเนินงาน BIM ของโครงการ ที่กำหนดวัตถุประสงค์ กระบวนการ ความรับผิดชอบ มาตรฐานข้อมูล และ วิธีการส่งมอบข้อมูลดิจิทัล ระหว่างทุกฝ่ายในโครงการ 
ตามมาตรฐาน ISO 19650 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการจัดการข้อมูลในงานก่อสร้าง BEP แบ่งออกเป็น 2 ระยะที่มีบทบาทต่างกัน

Pre-Contract BEP    → Post-Contract BEP  

Pre-Contract BEP จัดทำโดยผู้รับจ้างก่อนได้รับงาน เพื่อตอบสนองต่อ Exchange Information Requirements (EIR) ที่เจ้าของโครงการกำหนดไว้ เปรียบได้กับข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ว่าทีมจะบริหารจัดการข้อมูล BIM อย่างไร
Post-Contract BEP จัดทำหลังได้รับการว่าจ้าง เป็นเอกสารฉบับสมบูรณ์ที่ระบุรายละเอียดการปฏิบัติจริงทุกด้าน ใช้เป็นแนวทางหลักตลอดอายุโครงการ

เจ้าของโครงการมีบทบาทสำคัญในการกำหนด EIR ก่อนที่ BEP จะถูกจัดทำ — หากไม่มี EIR ที่ชัดเจน BEP ที่ได้รับมาจะไม่ตอบโจทย์ที่แท้จริงของโครงการ

โครงสร้างและองค์ประกอบหลักของ BEP

BEP ที่ครบถ้วนตามมาตรฐาน ISO 19650 ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 8 หมวด ดังนี้

หมวด 01

Project Information

ข้อมูลพื้นฐานโครงการ ชื่อ ที่ตั้ง ประเภท ขนาด และผู้มีส่วนได้เสียหลัก

หมวด 02

BIM Goals & Uses

วัตถุประสงค์การใช้ BIM เช่น Clash Detection, 4D Scheduling, Energy Analysis, FM

หมวด 03

Roles & Responsibilities

โครงสร้างทีม BIM บทบาทของ BIM Manager, BIM Coordinator และผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย

หมวด 04

Level of Information Need

กำหนด LOIN (ตาม ISO 19650) ว่าข้อมูลแต่ละส่วนต้องละเอียดแค่ไหน ณ แต่ละขั้นตอน

หมวด 05

Common Data Environment

แพลตฟอร์มกลางในการแชร์และจัดการไฟล์ เช่น ACC, BIM 360, Asite, Dalux

หมวด 06

Naming & Classification

มาตรฐานการตั้งชื่อไฟล์ การจัดหมวดหมู่ข้อมูล และระบบ Classification ที่ใช้ร่วมกัน

หมวด 07

Collaboration Procedures

ขั้นตอนการประชุม BIM Coordination, Clash Review และกระบวนการอนุมัติข้อมูล

หมวด 08

Delivery Strategy

ตารางการส่งมอบข้อมูล (Master Information Delivery Plan) และรูปแบบไฟล์ที่กำหนด

อ้างอิง ISO 19650-2:2018 Information management using building information modelling

ใครเสียหายมากที่สุดเมื่อไม่มี BEP? คำตอบคือคุณ

เจ้าของโครงการหลายรายมองว่า BEP เป็นเรื่องของทีมออกแบบหรือผู้รับเหมา แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือความเสียหายมากที่สุดจาก BEP ที่ดีหรือไม่ดีคือเจ้าของโครงการเอง

ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับเจ้าของโครงการ

BEPที่กำหนดไว้อย่างรัดกุมช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของงานได้จากข้อมูลจริงในแบบ 3D ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงแบบในช่วงก่อสร้าง ซึ่งเป็นที่มาของค่าใช้จ่ายที่เกินงบประมาณส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ถูกกำหนดมาตรฐานตั้งแต่ต้นยังสามารถนำไปใช้ใน Facility Management ได้ทันทีหลังก่อสร้างเสร็จ โดยไม่ต้องสำรวจหรือจัดทำข้อมูลใหม่

“การศึกษาของ NBS (National BIM Report) ระบุว่าโครงการที่มี BEP ที่ชัดเจนมีแนวโน้มเสร็จตรงเวลา และอยู่ในงบประมาณสูงกว่าโครงการที่ไม่มีอย่างมีนัยสำคัญ”

ความเสี่ยงเมื่อไม่มี BEP ที่ดี

หากโครงการเริ่มต้นโดยไม่มี BEP หรือมี BEP ที่ไม่สมบูรณ์ ผลที่มักเกิดขึ้นคือ ข้อมูลในแบบแต่ละหมวดงาน ไม่สอดคล้องกัน ระบบ Clash Detection ทำงานได้ไม่เต็มที่ และข้อมูลที่ส่งมอบเมื่อสิ้นสุดโครงการอยู่ในรูปแบบที่เจ้าของโครงการไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้

ถ้าคุณไม่กำหนด ทีมก็เดาเอาเอง

ตามมาตรฐาน ISO 19650 เจ้าของโครงการในฐานะ Appointing Party มีหน้าที่กำหนด Organizational Information Requirements (OIR) และ Asset Information Requirements (AIR) ซึ่งเป็นพื้นฐานของ EIR และ BEP ตามลำดับ

สิ่งที่เจ้าของโครงการต้องกำหนดก่อน BEP

ก่อนที่จะรับ BEP จากทีมออกแบบหรือผู้รับเหมา เจ้าของโครงการควรมีคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่ ต้องการใช้ข้อมูล BIM ไปใช้ทำอะไรหลังก่อสร้างเสร็จ ใช้ Facility Management (FM) ระบบอะไร และ ต้องใช้ข้อมูลในรูปแบบใด นอกจากนี้ยังต้องกำหนดว่าแพลตฟอร์ม CDE ที่จะใช้คืออะไร และมาตรฐาน Classification ที่ต้องการให้ทีมใช้คืออะไร การกำหนดสิ่งเหล่านี้ใน EIR จะทำให้ BEP ที่ได้รับจากทีมตอบโจทย์ได้ตรงจุดลดการแก้ไขและความเข้าใจผิดในภายหลัง

สรุปสำคัญ

  • BEP คือเอกสารกลยุทธ์ข้อมูล BIM ที่ทุกฝ่ายต้องยึดถือตลอดโครงการ
  • ISO 19650 กำหนด BEP ออกเป็น Pre-Contract และ Post-Contract ตามระยะของโครงการ
  • BEP ที่ดีต้องครอบคลุม 8 องค์ประกอบหลัก ตั้งแต่เป้าหมาย BIM ไปจนถึงแผนการส่งมอบ
  • เจ้าของโครงการต้องกำหนด EIR ก่อน เพื่อให้ BEP ตอบโจทย์ธุรกิจที่แท้จริง
  • BEP ที่รัดกุมลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย เวลา และคุณภาพข้อมูลสำหรับ FM